วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2554

ดังนรกชั่ง หรือสวรรค์แกล้ง


หน่วยงานตรวจสอบภายใน เป็นหน่วยงานอิสระ มีบริบททำหน้าที่เป็นที่ปรึกษาและรายงานผลการตรวจสอบให้ผู้บริหารสูงสุดทราบและสั่งการโดยตรงอาศัยกฎหมายปกครองคือระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการตรวจสอบภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๕ และอีกบริบทหนึ่งมีสถานภาพตามการบริหารบุคคลฯ โดยมีโครงสร้างสายบังคับบัญชาขึ้นตรงกับปลัดองค์กรปกครองท้องถิ่น ถือตามประกาศหลักเกณฑ์การบริหารงานบุคคลท้องถิ่น โดยระบุหน้าที่ไว้ตามมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง ดังนั้น จึงสรุปได้ว่า ผู้ตรวจสอบภายใน มีหน้าที่ตามที่ผู้บริหารสูงสุดจะให้ปฏิบัติหน้าที่ในสถานะภาพหรือมิติใด เช่น มิติที่เป็นพนักงานเทศบาล ตำแหน่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบภายใน ภายใต้การบังคับบัญชาของปลัดองค์กรปกครองท้องถิ่น ซึ่งเป็นผู้บังคับบัญชางานประจำ และ อีกมิติมีหน้าที่เป็นผู้ตรวจสอบภายในตามกฎหมายปกครองคือหน้าที่ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๕ ได้แก่หน้าที่การตรวจสอบอย่างอิสระ ซึ่งสามารถตรวจสอบหน่วยรับตรวจ(สำนัก/กอง)และปลัดอปท.ในฐานะหน.หน่วยรับตรวจ แล้วรายงานผู้บริหารท้องถิ่นโดยตรง ไม่เป็นการข้ามผู้บังคับบัญชา (ปลัดอปท.) ดังนั้น จึงสรุปมิติของหน้าที่ได้ ๒ กรณีคื

มิติที่ ๑ กรณีการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามระเบียบฯว่าด้วยการตรวจสอบภายใน หรือ มีการวางแผนตรวจ การเข้าตรวจ และรายงานผลการติดตามการแก้ไขข้อบกพร่อง ตามแผนการตรวจสอบภายในประจำปี (Audit plan) งวดปีงบประมาณ... และตามแผนปฏิบัติการตรวจสอบ (Engagement plan) งวดปีงบประมาณ .... กล่าวคือ กำหนดให้ผู้ตรวจสอบภายในมีหน้าที่ตรวจสอบและรายงานผลตรวจสอบให้นายกเทศมนตรีโดยตรง และส่งสำเนารายงานให้กับผู้ว่าราชการจังหวัดทราบ โดยรายงานผลการตรวจสอบนั้น จะต้องมีเนื้อหากิจกรรมด้านงบประมาณ ด้านการเบิกจ่ายเงิน ด้านการเงินบัญชี และด้านการบริหารพัสดุ ฯลฯ โดยแจ้งการปฏิบัติหน้าที่ไว้ตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการตรวจสอบภายในขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.๒๕๔๕ และระเบียบคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ตรวจสอบภายใน พ.ศ.๒๕๔๖ ซึ่งถือว่าระเบียบกระทรวงมีศักดิ์เป็นกฎหมายปกครอง มีผลให้ผู้ตรวจสอบภายในต้องปฏิบัติและรายงานผลการตรวจสอบต่อผู้บริหารท้องถิ่น และผู้กำกับดูแล และกรณีตรวจพบว่ามีความเสียหายหรือทุจริตให้รายงานสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทันที และหากผู้ตรวจสอบภายใน และผู้รับตรวจ (สำนัก/กอง) รวมทั้งหัวหน้าหน่วยรับตรวจ ผู้ใดไม่ปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมายดังกล่าว จึงต้องได้รับโทษทางปกครองด้วย

มิติที่ ๒ กรณีการปฏิบัติหน้าที่อื่นๆ เช่น เป็นกรรมการเปิดซอง รักษาการตำแหน่งอื่น หรือหน้าห้อง และกรณีที่นำเสนอคือ กรณีทำหน้าที่ตรวจฎีกาก่อนจ่ายเงิน ซึ่งผู้บังคับบัญชาได้มอบหมาย (บริหารงานบุคคลโดยอาศัยประกาศหลักเกณฑ์เงื่อนไขการบริหารงานบุคคลท้องถิ่น) ซึ่งงานที่ได้รับมอบหมายนี้มาจากมติที่ประชุมปิดการตรวจสอบของสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาค โดยสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินภูมิภาคคงไม่ทราบบริบทที่แท้จริงของผู้ตรวจสอบภายในอปท. จึงได้เสนอผู้บริหารเทศบาล ได้สั่งการให้หน่วยงานตรวจสอบภายใน ได้ทำหน้าที่ตรวจฎีกาเบิกจ่ายเงิน ก่อนวางฎีกาเบิกเงินกับกองคลัง ยกเว้น ฎีกาเงินเดือนค่าตอบแทน เพื่อป้องกันความเสี่ยงลดข้อบกพร่อง)

ด้วยเหตุนี้ ผู้ตรวจสอบภายใน จึงมีหน้าที่ ตามมิติกรณีที่ ๑ และ หลีกเลี่ยงมิได้ในการทำหน้าที่ตามมิติกรณีที่ ๒ แล้วรายงานผลการตรวจสอบให้ผู้บริหารท้องถิ่น/ผู้กำกับดูแลทราบ หากตรวจพบการทุจริตให้รายงานต่อสำนักงานตรวจเงินแผ่นดินทันที จากสถานภาพสองหน้าที่ ทำให้ประสิทธิภาพการตรวจสอบฯ check and balance อ่อนแอ และการออกรายงานค่อนข้างกดดัน อยู่ขั้นวิกฤติกล่าวคือ ต้องไม่ตึงและไม่หย่อน เพราะตึงเกินไป ก็เจอบทบังคับงานบุคคล (เลื่อนขั้น เลื่อนตำแหน่ง ขยายกรอบตำแหน่ง) หากหย่อนเกินไป ทำให้ละเว้นการปฏิบัติหน้าาที่ทางปกครอง ระเบียบมท.ว่าด้วยการปฏิบัติงานผู้ตรวจสอบภายใน ฯ จึงทำให้ผู้ตรวจสอบภายในจำนวนมากย้ายเปลี่ยนตำแหน่ง และอายุการครองตำแหน่งสูงสุดจบเมื่ออายุสามสิบห้าปีขึ้นไป จากการค้นคว้าทางวิชาการ พบว่า

๑. ผู้ตรวจสอบภายในท้องถิ่น สังกัดอบต. เทศบาล อบจ. มีด้วยกัน ๓ กลุ่ม คือ

๑.๑ กลุ่ม ซี ๓-๔ เป็นกลุ่มที่จบใหม่ บรรจุใหม่ และสภาพที่เกิดปัญหาคือ ประการแรก ไม่มีพี่เลี้ยงสอนงาน สาเหตุจากในอปท.ขนาดเล็กจะไม่มีตรวจสอบภายในรุ่นพี่อยู่ก่อน เหมือน ทน.และอบจ. ซึ่งมีตรวจสอบภายในหลายคนอีกทั้งกรมสั่งให้บรรจุก็ไม่ได้สอนงานเลย ประการที่สอง สับสนกับความไม่ชัดเจนของโครงสร้างตามบทบังคับงานบุคคล หลักเกณฑ์โครงสร้าง หลักมาตรฐานตำแหน่ง ที่ขัดแย้งกับระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการตรวจสอบภายในฯ พ.ศ.๒๕๔๕ และระเบียบคตง.ว่่าด้วยผู้ตรวจสอบภายใน พ.ศ.๒๕๔๖ (กำหนดอิสระ มีศักยภาพการตรวจ ไม่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมที่ตรวจ ฯลฯ) จากการขัดแย้งของกฎฯ กรณีเช่น บทบังคับทางบุคคลให้ตรวจสอบภายในไปทำหน้าที่เปิดซองสอบราคา ทำหน้าที่รักษาการคลัง ซึ่งขัดกับระเบียบคตง.และระเบียบมท.ดังกล่าว ซึ่งเป็นกฏหมายทางปกครอง ประการที่สามคือ หลักเกณฑ์โครงสร้างการบริหารบุคคลของอบต.ไม่ได้กำหนดให้ผู้ตรวจสอบภายในเป็นหน่วยงานอิสระ จึงทำให้ต้องสังกัดสำนักปลัดฯ แล้วการตรวจสอบก็ตรวจสำนักปลัดฯไม่ได้

ความคาดหวังกลุ่มนี้ อยากได้รับการอบรมมากที่สุด เพราะอยากเป็นงานตรวจสอบ อยากลุยตรวจสอบ จบใหม่ มีอุดมการณ์ แต่เมื่อเจอบริบทข้อเท็จจริง และไม่ผ่่อนคลาย หรือ ไม่ยอมปิดตา ก็จะย้ายเปลี่ยนตำแหน่ง หรือเริ่มท้อใจ

๑.๒ กลุ่ม ซี ๕-๖ เป็นกลุ่มที่ผ่านอุปสรรคบเบาหรือแรงมาแล้ว แต่ใจสู้ยังไม่ยอมเปลี่ยนตำแหน่ง พยายามปรับตัวและแสวงหาทางออกขององค์กร หรือเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำหน้าที่เชิงบริหารมากขึ้น ช่วงกลุ่มนี้จะทำผลงานเพื่อเลื่อนระดับนอกควบ ๖ว จึง

คาดหวังว่า รุ่นพี่ๆ ซี ๗ว และทางชมรมฯจะช่วยกันเพื่อเสนอปัญหานี้ยัง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทยทันที เพื่อสายงานนี้จะได้ไม่ตัน ๗ ว. และเป็นสายงานวิชาชีพเป็นต้น แต่ที่ผ่านมาจากสถิติที่สำรวจไว้ เมื่อแตะ ๖ ว ส่วนใหญ่ตรวจสอบภายในจะย้ายไปสายบริหาร หรือหัวหน้าฝ่าย ๖ เป็นต้น

๑.๓ กลุ่๒ ซี ๗ ว ซึ่งเป็นกลุ่มสุดท้ายที่หมดโอกาสเดินต่อ มีกรณีพิจารณาคือ มีตรวจสอบภายในระดับ ๗ ว ที่เป็นรุ่นพี่ๆ อบจ. หรือเทศบาลนคร อายุเกิน ๕๐ ปี ขึ้นไป จะเริ่มวางมือ และรอเวลาเกษียณอย่างเดียว เช่น อบจ.มีผอ.คลัง ๘,๙ ปลัด ๙ แต่ ปลายทางชีวิตของตรวจสอบภายในจบที่ ๗ ว (ขัดกับหลักรบ.คตง.ฯกำหนดให้มีศักยภาพเข้าตรวจได้ หรือ หน่วยรับตรวจระดับใด ผู้ตรวจสอบต้องเท่ากันหรือสูงกว่า หากต่ำกว่าวัฒนธรรมซีใหญ่ข่มซีเล็กยังมีให้เห็น) อีกกลุ่มคือ กลุ่มตรวจสอบภายในระดับ ๗ ว ซึ่งอายุเฉลี่ย ๓๐ กว่าขึ้นไป และยังรับสายงานตรวจสอบฯ แต่ชะตาชีวิตต้องมาจบที่ซี ๗ว ก็หมดทางเดินต่อ จึงต้องเปลี่ยนสายงานเป็นสายบริหารฝ่าย ๗ (รอ ๗ว ๔ ปี ถึงสอบฝ่าย ๗ หากไปตอนนี้ต้องลดซีลง เป็น ซี ๖) มีคำถามว่าตรวจสอบ ๗ ว ทำไมไม่ย้ายไปตั้งแต่แตะ ๖ ว ทั้งที่แตะ ๖ ว ได้เพียงวันเดียวก็สามารถสอบฝ่าย ๖ ได้แล้ว แต่คำถามนี้ได้ตกผลึกของสภาพปัญหาอย่างน่าเวทนา จนรวมตัวผู้ตรวจสอบภายในท้องถิ่น จัดตั้งเป็นชมรมผู้ตรวจสอบภายในท้องถิ่นเพื่อร้องขอให้ผู้มีอำนาจเบื้องบน โปรดเมตตาปลดล็อคชีวิตด้วย ก่อนสายงานตรวจสอบภายในท้องถิ่นคงสลายสิ้นคนเก่ง คนดี คนที่รักสายงานตรวจสอบภายในด้วยหัวใจเท่านั้นที่อยู่ได้ แล้วคำว่าธรรมาภิบาล หลักตรวจสอบได้ โปร่งใส (จะให้ประชาชนตรวจสอบได้จริงหรือ หากตรวจสอบภายในเองยังเฉาตาย)

ชมรมที่จัดตั้งขึ้นนั้น เพื่อแก้ไขสภาพปัญหาที่เจอคือ ๑. สามารถช่วยน้องตรวจสอบภายในที่บรรจุใหม่ ในการสอนงาน มีการแลกเปลี่ยนความรู้ จากรุ่นพี่สู่รุ่นน้อง จังหวัดข้ามจังหวัด เพราะปัญหาคือไม่มีพี่เลี้ยงเลย ไม่มีใครสอนงานน้องๆ บรรจุใหม่ จากข้อมูลชมรมมีจังหวัดหนองคาย มีตรวจสอบภายในเพียง ๑ คน (สงวนชื่ออปท.) ๒. ชมรมฯสามารถเป็นตัวแทนเพื่อนำเสนอปัญหาต่อผู้กำกับดูแลหรือ ผู้นำรัฐบาล หรือผู้มีบารมี จะได้รับทราบและแก้ไขโครงสร้างของตำแหน่งที่ขัดกับระเบียบกฎหมายทางปกครอง คือ ระเบียบกระทรวงมาดไทยว่าด้วยการตรวจสอบภายในอปท.พ.ศ.๒๕๔๕ และระเบียบคตง.ว่าด้วยผู้ตรวจสอบภายใน พศ.๒๕๔๖ (หลักกฏหมายงานบุคคล ขัดกับ หลักกฏหมายเฉพาะตำแหน่ง) อาทิ งานที่ได้รับมอบหมายจากบทบังคับงานบุคคลให้ไปทำหน้าที่เปิดซองสอบราคา ทำหน้าที่รักษาการแทนคลัง หรือ เป็นหน้าห้อง หรือไม่ให้ทำงานตรวจสอบเลย และที่สำคัญคือเมื่ออายุระหว่างเฉลี่ย ๓๕ ปี ขึ้นไป ทั้งเก่ง ทั้งรักงานตรวจสอบภายใน แต่เพื่อนๆสายงานอื่นเป็น ผอ.๘ เป็น ฝ่าย ๗ บ้าง .....ก็จำต้องอำลาตำแหน่งตรวจสอบไป หรือบางทีนายกฯท่านใจดี ให้ไปขึ้นฝาย ๗ หรือ ขึ้นผอ.๘ แต่ต้องรักษาการ ตรวจสอบภายใน ๗ ว เป็นการแก้ไขระดับหนึ่งแต่ไม่ตรงจุดแต่อย่างใด หากเป็นไปได้ต้องแก้ให้ตรวจสอบภายในสามารถขึ้น ๘ ว .๙ ชช เอง (ปัญหานี้เกิดมานานมากแล้ว แต่ความเชื่อมั่นว่าสักวันจะต้องมีการเปลี่ยนแปลงไม่ช้าก็เลว แต่คงไม่ต้องรอให้ผู้เขียนเกษียณก่อนนะครับ) ๓. ชมรมสามารถประสานงานการจัดอบรมความรู้ต่างๆ ซึ่งปัญหาการพัฒนาความรู้ของผู้ตรวจสอบภายในท้องถิ่น จากสถิติข้อมูลการฝึกอบรม ของกรมฯ สพบ. ไม่มีหลักสูตรตรวจสอบภายใน หรือ มีก็จะเป็นของมหาวิทยาลัยส่วนใหญ่ แต่ที่เป็นข้อน้อยใจคือ การบริหารงานบุคคล เมื่อบรรจุ และเข้าทำงาน การอบรมตั้งแต่ปฐมนิเทศ และเรียกอบรมเหมือน สำนักพัฒนาระบบตรวจสอบกรมบัญชีกลาง ที่เรียกผู้ตรวจสอบภายในภาครัฐ กพ. เข้าอบรมทุกระยะ ต่อเนื่อง (แต่ท้องถิ่น ก่อนรวมตัวเป็นชมรมฯ ครั้นเสวนาปัญหาการเข้าอบรมนั้น ส่วนใหญ่ คือ ไม่ใช่กรมจัด นายกไม่ให้มา หรือ เค้าจัดอบรมบัญชี จัดอบรมจัดเก็บ จัดอบรมพัสดุ หรือจัดงบประมาณฯลฯ ซึ่งชื่อหลักสูตรไม่ได้จัดอบรมผู้ตรวจสอบภายใน จึงทำให้ผู้บริหารบางแห่งไม่ให้มาเพราะ เข้าใจว่าไม่ตรงตำแหน่่ง ถ้าจะไปได้คือ ตำแหน่ง บัญชี หรือจัดเก็บ หรือพัสดุ หรือวิเคราะห์ เป็นต้น แต่ข้อเท็จจริงคือ ผู้ตรวจสอบต้องรู้หรือเท่ากับผู้รับตรวจ หากผู้ตรวจไม่ทราบเรื่องพัสดุ ไม่ทราบเรื่องจัดเก็บภาษี ไม่ทราบเรื่องงบประมาณ เรื่องการจัดทำแผน เรื่องจัดซื้อจัดจ้าง .......คำถามคือ ผู้ตรวจสอบภายในจะตรวจอะไรได้หากก้าวช้ากว่าผู้ปฏิบัติ ผู้ตรวจสอบภายในจะท้วงหรือมีข้อสังเกตได้หรือไม่หากระเบียบกฏหมายเปลี่ยนไป ดังนั้นจึงขอชมเชยผู้ตรวจสอบภายในท้องถิ่นที่ใฝ่รู้ และไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ที่พยายามศึกษาจากสื่อออน์ไลน์ เว็ปไซต์ต่างๆ ให้ได้รับข้้อมูลกฏหมายบ้าง ได้สอบถามกันในเว็ปไซต์ชมรมฯ แต่การใดเล่าจะสำคัญเท่าการสัมผัสถึงความรู้ที่ได้จากท่านวิทยากรในห้องประชุมครับ โดยเฉพาะท่านวิทยากรหรือท่านอาจารย์ที่มีความชำนาญด้านการตรวจสอบ ไม่ว่าท่านจะเกษียณหรือสังกัดภาคส่วนใด และขอส่งกำลังใจให้มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพที่ช่วยเป็นสถาบันจัดฝึกอบรมให้กับสายงานตรวจสอบภายในท้องถิ่นที่่ตำแหน่งระทม แต่ท้าทาย มาตลอดร่วม ๖-๗ ปี ตั้งแต่ผู้เขียนเองที่สมัครเข้าอบรมปี ๒๕๔๘ ศูนย์ฝึกอบรมโรงแรมแมนฮัทตั้น นวนคร ซึ่งตอนนั้นผู้เขียนยังเป็นตรวจสอบภายใน ๕ อยู่เลย ) ขอบพระคุณครับ